2006/Sep/23

\
(รูป และข้อความในรูป เอามาจากเนตนะครับ หาเจ้าของไม่ได้เหมือนกัน)



หลังจากเรียนจบชั้นปีที่สองไปได้ด้วยความทุลักทุเล ช่วงเวลา สามเดือนของการปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั้น มันช่างเป็นอะไรที่ใฝ่ฝันหาอย่างยิ่ง สามเดือนที่ไม่มีเรียน มันมากพอสำหรับการออกตระเวณท่องเที่ยว(ถ้าไม่ต้องลงซัมเมอร์) หรืออยากลงเรียนวิชาเสริมอะไรก็ได้ ตามแต่ความสนใจ เช่น วิชาการเต้นเข้าจังหวะ ลีลาศ ว่ายน้ำ ตี penis...เอ๊ย!!! ตี tennis

วิชาเลือกอิสระ ของคณะสัตวแพทย์นั้น มีวิชาพิเศษอันน่าจะเป็นที่อิจฉาของนิสิตต่างคณะอยู่ โฮะๆ....เราได้เรียน ขี่ม้า ครับ ปกติการเรียน ขี่ม้า ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงทีเดียวครับ แต่ก็นับว่าเป็นโชคดี ที่ทางคณะส่งเสริมให้ ขี่ม้า เป็นวิชาเลือกของพวกเรา เพื่อนๆหายคนจึงให้ความสนใจลงเรียนกันล้นหลามเกือบยกชั้นปีทีเดียว

ทั้งที่เรียนก็ใช่ว่าจะได้ใช้นะครับ ไปคณะก็นั่งรถเมล์ไปเรียน จบแล้วก็ไม่เห็นรุ่นพี่คนไหนขี่ม้าไปรักษาสัตว์ ฉีดวัคซีน ตามบ้านซักราย แต่อะไรเล่ามาดึงดูดให้ทุกคนสนใจกัน...

อย่าง ยศ ดาวหื่นน้อย เป็นต้น ด้วยความสนใจหนังจีน หรือพงศาวดารต่างๆ อาจตั้งแต่ที่มันได้สัมผัสกับ เรื่อง สามก๊ก ตอน "จูล่งฝ่าทัพ รับอาเต๊า" จูล่งขุนพลทแกล้วกล้าสามารถ ควงหอก ห้ออาชา ฟันฝ่าเข้าไปช่วยทายาทของเจ้านาย แต่ก็อาจจะต่างกับ ยศ ตรงที่ จูลงนั้นถือหอก ส่วน ยศ นั้นเล่า ถ้ามือซ้ายเป็นเทปผี มือขวาก็ซีดีโป๊ ล่ะครับ

ม้าเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน อ่านความรู้สึกคนได้เก่งมากๆ ครูสอนขี่ม้าเคยสอนเอาไว้ ถ้าเวลาเข้าหาม้า ต้อง มั่นใจ ไม่กลัว ม้ามันอ่านใจคนออกนะครับ ที่สำคัญ ห้ามเข้าม้าทางด้านหลัง เป็นอันขาด

ที่ห้ามเข้าด้านหลัง ไม่ใช่เพราะว่ามันกลัวโดนเก็บสบู่ เหมือนในซาวด์น่าหลายแห่ง แต่ม้าเป็นสัตว์ขี้ตกใจง่าย ถ้าคุณเดินดุ่ยๆไปด้านหลัง ลองจับก้นมันเข้าล่ะก็ ....โดนถีบเข้าให้สิครับ แม้ถีบเบาๆเถอะ เล่นเอาพวกเราหลายคนเนื้อตัวเขียวเป็นจ้ำกันมานักต่อนักแล้ว ถ้าคุณผู้ชายโดนเข้าเต็มเป้าล่ะก็...บอกลาหนอนน้อยกันได้เลยครับ

บทเรียนเริ่มแรกของการขี่ม้า ต้องเริ่มทำความคุ้นเคยกับมันก่อนวันแรกๆ ต้องลองจูงเดิน หาอะไรมาป้อน แอปเปิ้ล แครอทก็ว่ากันไป ม้าบางตัวชอบทานน้ำตาลด้วยนะครับ ก็น้ำตาลก้อนเหลี่ยมๆที่เอาไว้ชงกับกาแฟนั่นแหละ ตัวไหนได้ให้ชิมล่ะก็ เป็นรักเป็นหลงหัวปักหัวปำทุกรายไป

วันถัดมาก็ค่อยๆ ทำความสนิทชิดเชื้อกันยิ่งขึ้น หมั่นโทรไปหาทุกวัน ส่ง SMS เช้าเย็น แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นจับมือถือแขนกันนะครับ...เพราะเธอเองก็หวงตัวน่าดู ไม่ใช่!!!นั่นมันผู้หญิงแล้ว

วันที่เราได้เหยียบบังโกลน เหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนอาน....โอ๊ย เท่โคตร!!! นึกแล้ว ยังกระหยิ่มยิ้มย่องใจอยู่ในใจครับ ยังกะคาวบอยมาเอง แต่ลองได้ควบม้าเดิน ...กะล่อก ...กะล่อก เท่านั้นล่ะครับ เมื่อกลับไปถึงบ้าน ต้องร้องโอดโอยกันเกือบทุกรายไป ส่องกระจกดูแต่ละคน ตูดแตก แดงเป็นริ้วตามๆกัน อานม้ามันแข็งใช่ย่อยซะเมื่อไร ฉะนั้นถ้าทุกท่านเห็นนิสิตเดินแอ่นๆ เหมือนขมิบก้น ขี้ไม่สุด เอาไว้ นั่นล่ะครับ เรียนขี่ม้ามาทั้งนั้น

แต่ก็แปลก แลดู นงคราญ หลายนางในชั้นปีเดินตัวปลิว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อุตส่าห์ไปซักเอาคำเฉลย เพื่อยืนยันในข้อสันนิษฐานของผม แต่เอ่ยปากถามทีรัย โดนถีบยันกลับมาทุกที

ฮึ...คนอะไร ไม่มีน้ำใจกับเพื่อน กับฝูงซะบ้าง ผมแค่ถามว่า เธอๆ...เค้าว่าคนขี่ม้า นี่ถ้าตูดใหญ่จะได้เปรียบจริงรึเปล่าอ่ะ? เท่านั้นเอง

แต่เมื่อมีปัญหามา ภูมิปัญญาชาวบ้านย่อมก่อเกิด ไอ้อ้อย(ชื่อผู้ชายนะครับ) อุตส่าห์ คิดหาหนทางแก้ลำได้ โดยการซื้อผ้าอนามัยแบบหนานุ่ม(มันไม่บอกว่าเพิ่มขอบชีสด้วยรึเปล่า) สองอันมาโปะไว้แก้มก้นซ้ายขวาตามลำดับ มันบอกว่าให้ลองดู รองรับแรงกระแทกชะงัดนัก พอถูไถได้เหมือนกัน

(เหยียบกันให้แซ่ด ว่าความจริงแล้ว มันกลัวหัวริดสีดวงระยะสุดท้ายแตก เลือดสาดกระจายซะมากกว่า...ฮั่นแน่! ทำเป็นมั่วนิ่มนะมึง)

การขี่ม้านั้น ถ้ามีสิ่งอะไรมากระตุ้น ให้มันตกใจมาก เหตุการณ์ม้าตื่นตระหนก วิ่งเตลิด อาจเกิดได้บ้าง ถ้าม้าตื่นจนแทบไม่อยู่ในการควบคุมของเรา วิ่งไปไม่รู้ทิศทาง สิ่งที่ควรจำให้ได้อย่างม่นยำก็คือ ห้ามปล่อยบังเหียนเด็ดขาด เอาขาหนีบตัวม้าให้แน่น ถ้าหยุดไม่ได้ก็อย่างน้อยก็ให้วิ่งเข้าหา พุ่มไม้ หรือว่า สระน้ำ โอกาสบาดเจ็บของเราจะน้อยลง...ซึ่งคำสอนเหล่านี้ หงษ์ เข้าใจดี

หงษ์ สาวสวย ของรุ่น(ที่ควรอนุรักษ์เอาไว้) รูปร่างอันบอบบาง ผิวขาวราว สตรีในห้องหอ ไม่เคยต้องแสงแดด ใบหน้ารูปไข่ ช่างรับกับ ริมฝีปากสีแดงชาด และนัยตา เป็นประกาย ของดวงจันทร์กลมโต คืนเดือนเพ็ญ หยอกล้อ ทอประกาย กับสายน้ำ(อาจบรรยายเกินไปหน่อย แต่ไหนๆรับเงินมันมาแล้วก็ช่วยๆกัน)

เช้าตรู่วันนั้น หงษ์ ควบม้า เยื้อย่าง บนสนามหญ้าเขียวขจี สายลม แห่งชีวิต ความรัก และความอบอุ่นของเช้าวันใหม่ ลูบไล้ใบหน้า ...(ใจจริงมันคงอยากจะบอกว่า
สวยว่านี้ก็ บริทนี่ แล้วน้อง!!! )

บรึมๆ!! จู่ๆ เฮลิคอปเตอร์ ที่จอดอยู่บนลานใกล้สนามขี่ม้า ถูกสตาร์ทเครื่องเสียงดัง ม้าที่เธอขี่อยู่ตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ขาหน้าทั้งสอง ยกขึ้นตะกุยตะกายไปในอากาศ เมื่อประสานเข้ากับ หงษ์ ที่นั่งบนม้าอย่างมั่นคง และดวงอาทิตย์ที่เริ่มอวด ตัวเผยโฉม อยู่เบื้องหลัง...ถ้าท่านได้เห็นภาพนั้น เหมือนผมและเพื่อนๆ ต้องชมเปาะ ได้คำเดียวว่า แม่ง...โคตรเท่!!!

หลังจากที่ม้าของ หงษ์ วิ่งเตลิดไปจนสาแก่ใจมันแล้ว เมื่อเดินเหยาะกับมา เพื่อนๆกรูไปรับกันยกใหญ่ ใบหน้าของ หงษ์ สงบนิ่ง เฉี่อยชาไม่อนาทรร้อนใจ กับเรื่องใดๆในโลก(ซีดเหมือนไก่ต้มมากกว่า) เธอแย้มโอษฐ์ เอ่ยขึ้นเรียบๆว่า
เฮ้ย...เอาเราลงไปหน่อย นี่กลัวจนขยับไม่ได้อยู่แล้วเนี่ย มือกำบังเหียนแน่นจนเส้นเอ็นโปนขึ้นมา กับสองขาที่รัดม้าจนเป็นตะคริว โห...ท่าทางจะเก็บอาการน่าดู

นี่ล่ะครับ เจ๊หงษ์ หนึ่งในสตรีของชั้นปีที่น่าเลื่อมใส วินาทีที่คับขัน ห้วงแห่งความเป็นตาย...มันยังคงสวยอยู่
edit @ 2006/09/23 23:01:34

2006/Sep/02

กีฬารักบี้เป็นกีฬาประจำคณะสัตวแพทย์มา นมนูน เอ๊ย ...นมนาน ตั้งแต่สมัย.....โอว นานจนจำไม่ได้แล้วครับ อย่างน้อยก็สามสิบสี่สิบปีขึ้นไปนั่นล่ะ

รักบี้ กีฬาที่คนไทยรู้จักน้อยมาก เมื่อเทียบกับกีฬาประเภทอื่นๆเช่นฟุตบอล เทนนิสหรือบาสเกตบอล เพราะสายตาคนภายนอกทั่วไปที่ยังไม่ได้มาลองสัมผัส คงเห็นว่ามันเป็นกีฬาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ที่จริงแล้ว แม้แต่ผู้หญิงก็ยังเล่นกันเลยนะครับ

ผมเองเพิ่งจะมารู้จัก รักบี้ ก็ตอนที่ได้มาเป็นน้องใหม่คณะนี้ล่ะครับ เห็นซ้อมกันเป็นวรรคเป็นเวร ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ เฟรชชี่ ตลอดไปจนบรรดารุ่นพี่ทั้งหลาย เพราะทุกปีการศึกษา ต้องมีแข่งกับสหายศึกตลอดกาล อย่างคณะสถาปัตย์กรรม และวิศวกรรมศาสตร์ ณ สังเวียนอันศักดิ์สิทธิ์ สนามหญ้าหน้าพระบรมรูปสองรัชกาล

ไหนๆก็พูดถึงรักบี้แล้ว หลายท่านที่ไม่เคยชมอาจไม่ทราบกติกา งั้นผมเล่าให้ฟังก่อนละกัน

กติกาอย่างพื้นฐานที่สุดของรักบี้
1.ต้องส่งลูกไปด้านหลังเท่านั้น ส่งให้เพื่อนๆที่วิ่งตามกันมาเรื่อยๆ เมื่อไปสุดส้นหลังของฝ่ายตรงข้ามหรือเส้นไทร์ เราก็จะได้แต้ม

2.ห้ามทำลูกรักบี้หล่นจากมือตกลงพื้น เค้าจะเรียกว่า knock on ต้องเข้าสกรัม เพื่อแย่งลูกมาเล่นกันใหม่ น้อยครั้งไม่เท่าไร แต่บ่อยๆอาจโดนด่าพ่อล่อแม่จากเพื่อนร่วมทีมเอาได้ เนื่องจากต้องเข้าสกรัมกันหลายครั้ง(มันบอกว่าเหนื่อยจะตายห่า)

3.ต้องหยุดยั้งผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ผู้ถือลูกวิ่งฝ่าเข้ามาในฝ่ายเราเพื่อที่จะวางไทร์เช่นกัน การจะหยุดนั้น จะใช้วิธีรวบลำตัว และขาจะดีที่สุด อาจดึงเสื้อเอาก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้ดึงกางเกง(เดี๋ยวเจ้วโผล่)

ความจริงกติกามีหลายอย่างครับ...แต่ขอเกริ่นไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน แนะนำให้ลองดูการแข่งรักบี้บ่อยๆนะครับ จะเข้าใจได้ดี หรือไม่ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะสัตวแพทย์เลยครับ จะได้มาเล่นร่วมกันอย่างเต็มที่...(แฮ่ แอบโฆษณา)


รูปสกรัม


ตำแหน่งผู้นำในการเข้าสกรัมหรือ ตัวชน(Pop) นั้นสำคัญมาก เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดัน สกรัม ของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม เพื่อที่เราจะได้เปรียบในการครอบครองลูกรักบี้ ฉะนั้นใครที่จะเล่นตำแหน่งนี้ได้นั้น ต้องอึด โหด โฉด ถึก ดั่งเช่น โช บุตรกระบือ ที่เคยกล่าวถึงในตอนที่แล้ว


ตำแหน่งpop หมายเลข 1และ3


ตำแหน่ง pop ในทีมจะมีสองคน ในเมื่อหนึ่งในนั้นเป็น โช แล้ว อีกหนึ่งซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก เอก

แก่ ไอ้แก่ เลาะห์ เอก ฯลฯ คือสรรพนามที่เรียกชายผู้หนึ่ง ซึ่งเรียกกันมั่วซั่วซะจน เพื่อนเกือบทั้งชั้นปี ลืมไปว่าชื่อเล่นจริงๆมันชื่ออะไร รูปร่างมันท้วมปานกลาง ผิวสีทองแดง หน้าตาโหดเหี้ยม คมเข้ม เส้นผมเริ่มหลอมแหลมร่วงโรย(คาดว่าโตขึ้นหัวมันคงเหมือนบาร์โค้ดว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ)

ที่เรียก แก่ เพราะแม่งโคตรขี้บ่น แถมยังปากหมา มันบ่นได้ทั้งวี่ทั้งวันตะบันยันราบ เหมือนชายวัยทอง เซ็กซ์เสื่อม หมดฮอร์โมนมาหล่อเลี้ยง จึงหงุดหงิดงุ่นง่านได้ตลอดเวลา

ส่วนเรียก เลาะห์ เพราะอะไร ผมเอง ยังสะสางได้ไม่ชัดเจนมาจนทุกวันนี้ จะว่ามีเชื้อแขกก็ไม่น่าใช่ หน้าตามันกระเดียดออกทางเขมรหน่อยๆเสียด้วยซ้ำ

มองคน อย่ามองที่ภายนอก อย่างน้อย แก่ ก็ใจดีกับเพื่อนฝูงมากจะให้ช่วย อะไรบอกมาเลยไม่เคยขาดตกบกพร่อง

ครั้งหนึ่งในการซ้อม รักบี้ ที่สนามหน้าพระบรมรูปสองรัชกาล เพื่อจะเตรียมทีมสำหรับแข่งขันรักบี้ชั้นปี ทั้งหกชั้นปีของสัตวแพทย์ จะส่งทีมมาแข่งขันกัน ว่าชั้นปีไหนจะเป็นสุดยอดของคณะ

ขณะที่ลูกหนำเลี๊ยบอยู่ในมือ ผมพยายามห้อตะบึงอย่างสุดฝีเท้า เพื่อหลีกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามคนแล้วคนเล่า ขณะที่จะผ่านสุดท้ายได้ มีเงาใครสักคนโผล่พรวดขึ้นมา รวบที่ขาเข้าอย่างรุนแรง

เหมือนได้ยินเสียง ก๊อกตรงตำแหน่งหน้าแข้ง ผมเองทรุดฮวบลง ผลจากการแท็คทำให้กระดูกขาขวา เกิดการร้าวขึ้นมาทันที จะถึงกับขาหักด้วยรึเปล่า..ผมยัง นึกกลัวอยู่ในใจ

เฮ้ย...เป็นอะไรรึเปล่า เอก อุตส่าห์วิ่งมาถามด้วยความเป็นห่วง ลุกไหวรึเปล่า...กลับคณะก่อนแล้วกัน

เอก แบกผมขึ้นหลัง เดินออกมา มุ่งหน้ากลับคณะ

ชิ้ง!...ไม่นึกว่าภายใต้ใบหน้าอันชั่วร้าย เพื่อนผมกลับเป็นคนดีขนาดนี้

...ยามย่ำสายัณห์ ภายใต้แสงสีทองผ่องอำพัน ดวงตะวันจวนกลับ ลับขอบฟ้า
...เงาของทั้งคู่ทอดยาวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
... ชายหนุ่มทั้งสอง กอดคอ ขี่หลังกันอย่างแนบแน่น เนิ่นนาน

....บรรยากาศมันดูเหมือนการ์ตูน ชายรักชายยังไงไม่รู้แฮะ

ขอบใจจริงๆเลยว่ะ ไม่คิดเลย ว่ามึงจะเป็นคนมีน้ำใจอย่างนี้
ผมซึ้งกับคำว่าเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง วงแขนผมกระชับรอบคอมันแน่น
...ในวันนี้ แผ่นหลังของ เอก ดูกว้างและอบอุ่นเป็นพิเศษ

เอก หันหน้ามา เอ่ยขึ้นอย่างเรียบๆ
ไอ้ห่า...อย่าเสือกมามีอารมณ์บนหลังกูนะ ขอบอกก่อน...กูไม่ใช่เกย์

!!!!
ผมบอกแล้วงัยครับ ว่ามันปากหมา...เชื่อแล้วอ๊ะยัง

........................................................................

ปล.เรื่องราวตอนนี้ไม่ใช่นิยายรัก ชาวสีม่วงนะ อย่าเข้าใจผิด


edit @ 2006/09/02 17:11:47

2006/Aug/29

โครงสร้างร่างกายของสัตว์ที่นิสิตสัตวแพทย์เรียนนั้น ไม่ได้มีเพียงเฉพาะสุนัขนะครับ หากแต่ในภาคเรียนต่อมา ยังมีตัวอะไรต่อมิอะไรให้ศึกษาตั้งมากมาย ไก่ หมู แพะ แกะ ม้า วัว ควาย ซึ่งจะรวมกันอยู่ในวิชา กายวิภาคเปรียบเทียบ

แล้วใครที่จะได้ศึกษา ปฏิบัติแล็ปกับตัวอะไร ขึ้นอยู่กับ ใครเร็วคนนั้นก็ได้ไปครับ ...แล้วค่อยมาแลกกันติวก่อนสอบ(เพราะทุกคนต้องสอบเหมือนกันหมด คือสอบร่างกายสัตว์ทุกตัว)

บรรดาคุณผู้หญิงทั้งหลายแย่งชิงกันไปก่อนเลย พวกหมู แพะ แกะ กลับเป็นท่านชายรูปทราม ...เอ๊ย รูปงามต้อง มาทำแล็ป ม้า วัว ควาย โดยอัตโนมัติ(ขาดก็แค่ช้างนะครับเนี่ย)

ความรู้ที่ได้มาการเรียนการวิภาคเปรียบเทียบ สร้างความอเมสซิ่งไม่น้อยทีเดียว

คุณๆ เคยกินไส้ตันในพวกยำเครื่องใน หรือต้มเครื่องในรึเปล่าครับ ถ้าคิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งลำไส้ล่ะก็ ความจริงมันเป็นส่วนของปีกมดลูกในหมู.....ยืย

ได้เห็นส่วนที่เห็นคนนำไปกินกันเป็นคอหมูย่างด้วยครับ เห็นชอบกันนัก มันๆยิ่งจิ้มแจ่วล่ะ อร่อยเหาะ จะบอกไว้นะ ส่วนนั้นล่ะ จะเป็นส่วนที่หมอเอาไว้ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อในหมูครับ

ลองเดินไปร้านอาหารอีสาน จะเห็น ผ้าขี้ริ้ว แขวนไว้ในตู้กระจก ที่ใส่ในลาบน้ำตกครับ เป็นส่วนของกระเพาะแรกในสี่กระเพาะของวัว ชื่อ Rumen ซึ่งทำหน้าที่หมักอาหาร

กลุ่มผมถือว่าซวยที่สุด โดนถีบมาศึกษา กระบือ เพราะ ควายบ้านเรา นี่หนังเหนียวมากๆๆๆๆ เมื่อผ่านการดองฟอร์มาลีนยิ่งแล้วใหญ่ ผมเอามีดแทงปั๊กๆ ยังไม่ระคายผิวเลย

คงต้องขออนุญาตแนะนำ สุภาพบุรุษทั้งหลายที่ต้องการความคงกระพัน ยิงไม่ทัน ฟันไม่โดน โดยสักเสือเผ่นไว้ที่หน้าอก นั่นจิ๊บๆ มากครับ เสือว่าดุ โดนลูกปืนโป้งเดียวก็ดิ้นแล้ว แนะนำให้สักรูป ควายทะยาน(ทุ่งนา) ดีกว่า หนังเหนียวกว่ากันเห็นๆ และไอ้ความเหนียวของหนังควายนี่เองทำให้ การทำแล็ปของพวกเราเชื่องช้าไปเป็นอย่างมาก กว่าจะเลาะชั้นผิวหนังออกมาได้นี่แทบสลบครับ

การที่เราจะทำการศึกษากล้ามเนื้อ หรืออวัยวะภายในนั้น เราต้อง คลีนเอาส่วนผิวหนัง กับชั้นไขมันออกก่อน

ด้วยอุปสรรคขวากหนามจากหนังควายทั้งตัว ...แต่นับว่าคำโบราณกล่าวไว้ได้อย่างถูกต้อง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เพราะพวกเรายังมี เพื่อนที่ชื่อ โช อยู่

โช เป็นคนร่างใหญ่ แรงไม่ธรรมดา ปัญญามี(เล็กน้อย)...เอ๊ยไม่ใช่ ถ้าให้คำจำกัดความของโช คงจะเป็น กระบือชั้นดี เหมาะกับการทำนาปีเป็นที่สุด อย่างน้อยก็เป็นผู้ที่มีพาวเวอร์ บ้าพลัง มากที่สุดในหมู่พวกเรา กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เห็นมันชอบมาอวด ทำนมเต้นได้ดิ๊กๆ เหมือนพวกนักมวยปล้ำด้วย...โอว ตื่นเต้นเป็นยิ่งนัก

จึงยกให้มันเป็นหัวหน้าหน่วยทะลวงฟัน ของการทำแล็ปครั้งนี้

โช ฝอยไป โม้ไป ทำแล็ปไป ยังเร็วกว่า เราสามสี่คนตั้งเยอะ นี่ล่ะครับ เค้าเรียกว่า ควาย ย่อมรู้ทาง ควายด้วยกันดี

มีคำขวัญที่เพื่อนๆอุตส่าห์ตั้งให้ โช ตั้งแต่ปีหนึ่งเอาไว้แล้วว่า เห็นงานเป็นลม เห็นนมสู้ตาย เมื่อรู้เช่นนี้ ตอนทำ แล็ปผมอุตส่าห์ อยากให้มันมีแรงทำงานมากๆ เลยปลดกระดุมเสื้อตัวเองออก เม็ดสองเม็ด ให้มันเห็นจุกแม๊กซ์ รำไร แต่ไยความเร็วของ โช ตกฮวบๆ ซะอย่างนั้น ไม่เข้าใจ

...

...
...เอ๊ะ! หรือว่าหัวนมเราดำเกินไปจริงๆ!?


edit @ 2006/08/29 22:44:16